เข้าสู่ระบบ

รู้ทันกลโกงยุค AI: Deepfake เสียงและวิดีโอ QR ปลอม และแอปดูดเงิน

เผยแพร่ 2026-10-05 · โดย ทีมงานแตงโมโม.คอม

รู้ทันกลโกงยุค AI: Deepfake เสียงและวิดีโอ QR ปลอม และแอปดูดเงิน

มิจฉาชีพปรับตัวเร็วเสมอ เมื่อคนเริ่มรู้ทัน SMS ปลอมและสายที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ พวกเขาก็หันมาใช้เครื่องมือใหม่ โดยเฉพาะ AI ที่สร้างเสียงและใบหน้าเลียนแบบคนจริงได้ คิวอาร์โค้ดที่แปะทับของจริง และแอปที่ควบคุมมือถือได้ทั้งเครื่อง

บทความนี้เน้นกลโกงรูปแบบใหม่ที่เริ่มพบบ่อยขึ้น อธิบายว่าแต่ละแบบทำงานอย่างไร สังเกตอย่างไร และป้องกันอย่างไร ทั้งสำหรับตัวคุณเองและพ่อแม่ผู้สูงอายุที่มักตกเป็นเป้าหมาย

1. Deepfake เสียง: โทรมาด้วยเสียงคนที่คุณรู้จัก

เทคโนโลยีโคลนเสียง (Voice Cloning) ใช้คลิปเสียงสั้นๆ ของใครสักคน เช่น จากวิดีโอที่โพสต์บนโซเชียล มาสร้างเสียงพูดที่คล้ายคนนั้นได้ คนร้ายจึงโทรมาด้วยเสียงลูก หลาน หรือหัวหน้า เล่าเรื่องฉุกเฉินแล้วขอให้โอนเงินด่วน

สัญญาณเตือน

  • เรื่องเร่งด่วนเกินจริง เช่น ประสบอุบัติเหตุ ถูกจับ หรือต้องจ่ายเงินภายในไม่กี่นาที
  • ขอให้โอนเข้าบัญชีคนอื่นที่ไม่ใช่ชื่อของคนที่โทรมา
  • ขอให้เก็บเป็นความลับ ห้ามบอกคนอื่นในครอบครัว
  • โทรมาจากเบอร์ใหม่ พร้อมเหตุผลว่าเครื่องเดิมเสียหรือหาย
ตั้ง "รหัสลับครอบครัว" เป็นคำหรือคำถามที่รู้กันเฉพาะในบ้าน ถ้ามีคนโทรมาขอเงินด่วน ให้ถามรหัสนี้ หรือวางสายแล้วโทรกลับเบอร์เดิมที่บันทึกไว้ วิธีง่ายๆ นี้ตัดกลโกงเสียงปลอมได้แทบทั้งหมด

2. วิดีโอคอล Deepfake: เห็นหน้าก็ยังเชื่อไม่ได้

คนร้ายสามารถใช้ใบหน้าปลอมแบบเรียลไทม์ในวิดีโอคอล แสร้งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานธนาคาร ผู้บริหารบริษัท หรือแม้แต่คนรักที่รู้จักกันทางออนไลน์ ภาพอาจดูสมจริงในหน้าจอเล็กและสัญญาณที่ไม่ค่อยชัด

  • ขอให้อีกฝ่ายหันหน้าด้านข้าง โบกมือผ่านหน้า หรือเอามือแตะจมูก ภาพปลอมมักเพี้ยนเมื่อมีสิ่งบังใบหน้า
  • สังเกตริมฝีปากไม่ตรงกับเสียง แสงบนใบหน้าไม่เข้ากับฉากหลัง หรือขอบหน้าเบลอผิดปกติ
  • หน่วยงานรัฐและธนาคารไม่ทำธุรกรรมหรือสอบสวนผ่านวิดีโอคอลในแอปแชต
  • ในองค์กร คำสั่งโอนเงินที่มาทางวิดีโอคอลต้องยืนยันผ่านช่องทางที่สองเสมอ
มือถือแสดงวิดีโอคอลจากคนที่อ้างเป็นญาติ พร้อมกล่องแจ้งเตือนสัญญาณผิดปกติของ Deepfake
จุดสังเกตวิดีโอคอลปลอม: ขอเงินด่วน เบอร์ใหม่ ภาพเพี้ยนเมื่อมีสิ่งบังหน้า และขอให้เก็บเป็นความลับ

3. QR Code ปลอม (Quishing)

คิวอาร์โค้ดสะดวกจนเราสแกนโดยไม่คิด มิจฉาชีพจึงใช้คิวอาร์ในหลายรูปแบบ

  • สติกเกอร์แปะทับ ที่ร้านค้า ตู้จ่ายค่าจอดรถ หรือป้ายรับบริจาค เงินที่โอนไปจะเข้าบัญชีคนร้าย
  • คิวอาร์ในอีเมลหรือจดหมาย อ้างว่าต้องสแกนเพื่อยืนยันพัสดุ ชำระค่าปรับ หรือรับเงินคืน แล้วพาไปเว็บปลอมที่ขอรหัสหรือข้อมูลบัตร
  • คิวอาร์ที่พาไปดาวน์โหลดแอป นอกร้านแอปทางการ

วิธีป้องกัน

  1. ก่อนโอนเงิน ดูชื่อบัญชีผู้รับที่แอปธนาคารแสดง ต้องตรงกับชื่อร้านหรือเจ้าของ
  2. สังเกตว่าคิวอาร์เป็นสติกเกอร์แปะทับของเดิมหรือไม่
  3. ดูที่อยู่เว็บที่แสดงหลังสแกนก่อนกดเปิด ถ้าเป็นลิงก์ย่อหรือโดเมนแปลก อย่าเข้า
  4. อย่ากรอกรหัสผ่าน OTP หรือข้อมูลบัตรในเว็บที่เปิดจากคิวอาร์ที่ไม่รู้ที่มา

4. แอปดูดเงินและแอปควบคุมเครื่อง

กลโกงที่สร้างความเสียหายมากที่สุดคือการหลอกให้ติดตั้งแอปอันตราย คนร้ายมักอ้างเป็นหน่วยงานรัฐ การไฟฟ้า กรมที่ดิน บริษัทขนส่ง หรือธนาคาร แล้วส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอปจากนอกร้านแอป (ไฟล์ APK บน Android) หรือหลอกให้ติดตั้งแอปควบคุมหน้าจอระยะไกล

เมื่อแอปได้สิทธิ์การช่วยเหลือพิเศษ (Accessibility) หรือสิทธิ์แชร์หน้าจอ คนร้ายจะเห็นทุกอย่างบนหน้าจอและสั่งกดแทนได้ รวมถึงเปิดแอปธนาคารโอนเงินออก บางครั้งหน้าจอจะแสดงภาพหลอกว่า "กำลังอัปเดตระบบ" เพื่อไม่ให้เหยื่อรู้ตัว

  • ติดตั้งแอปจาก Google Play หรือ App Store เท่านั้น ปิดการติดตั้งแอปจากแหล่งที่ไม่รู้จักบน Android
  • ไม่ให้สิทธิ์การช่วยเหลือพิเศษหรือการแสดงทับแอปอื่นกับแอปที่ไม่รู้จัก
  • หน่วยงานรัฐไม่ส่งลิงก์ให้ติดตั้งแอปผ่าน LINE หรือ SMS
  • ถ้าเครื่องเริ่มทำงานเอง หน้าจอค้าง หรือมีหน้าต่างแปลกๆ ให้ปิดอินเทอร์เน็ตทันที (เปิดโหมดเครื่องบิน)
ถ้าคุณติดตั้งแอปตามที่มีคนโทรมาบอก หรือให้สิทธิ์ควบคุมหน้าจอไปแล้ว ให้ตัดอินเทอร์เน็ต ถอดซิมถ้าทำได้ แล้วใช้เครื่องอื่นโทรหาธนาคารเพื่ออายัดบัญชีทันที นาทีแรกๆ มีความสำคัญที่สุด

5. กลโกงที่ใช้ AI ช่วยให้เนียนขึ้น

นอกจากเสียงและวิดีโอปลอม AI ยังช่วยให้ข้อความหลอกลวงสะกดคำถูกต้อง สำนวนสุภาพเหมือนหน่วยงานจริง และปรับข้อความให้ตรงกับข้อมูลของเหยื่อแต่ละคน รวมถึงการสร้างโฆษณาลงทุนที่ใช้ใบหน้าคนดังปลอม ชวนลงทุนผลตอบแทนสูงผิดปกติ

หลักการจับผิดจึงต้องเปลี่ยนจาก "ดูว่าเขียนผิดไหม" เป็น "ดูว่าขออะไร" ไม่ว่าข้อความจะดูเป็นทางการแค่ไหน ถ้าขอเงิน ขอ OTP ขอให้ติดตั้งแอป หรือเร่งให้ตัดสินใจทันที ให้หยุดและตรวจสอบก่อนเสมอ

แผนภาพสามขั้น หยุด ตรวจสอบ รายงาน สำหรับรับมือข้อความหรือสายที่น่าสงสัย
หลัก 3 ขั้นที่ใช้ได้กับทุกกลโกง: หยุดก่อน ตรวจสอบผ่านช่องทางทางการ และรายงานเมื่อพบ

เช็กลิสต์ป้องกันสำหรับทั้งครอบครัว

  1. ตั้งรหัสลับครอบครัวและบอกทุกคนในบ้าน
  2. ตั้งวงเงินโอนต่อวันในแอปธนาคารให้เหมาะกับการใช้งานจริง
  3. เปิดการแจ้งเตือนทุกธุรกรรมของบัญชีธนาคารและบัตร
  4. ปิดการติดตั้งแอปจากแหล่งที่ไม่รู้จักบนมือถือ Android ของผู้สูงอายุ
  5. บันทึกเบอร์ทางการของธนาคารไว้ในเครื่อง
  6. ตั้งค่าโซเชียลให้โพสต์ที่มีเสียงและหน้าของเด็กหรือผู้สูงอายุเห็นเฉพาะคนที่รู้จัก
  7. คุยเรื่องกลโกงใหม่ๆ ในครอบครัวเป็นประจำ คนที่รู้ทันก่อนจะไม่ตกใจเมื่อเจอจริง

ถ้าโดนหลอกแล้ว ต้องทำอะไร

  1. โทรหาธนาคารที่โอนเงินออกทันทีเพื่อขอระงับบัญชีปลายทาง
  2. โทรศูนย์ AOC สายด่วน 1441 เพื่อแจ้งเหตุและรับคำแนะนำ
  3. แจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th และเก็บหลักฐาน เช่น สลิป แชต เบอร์โทร ชื่อบัญชี
  4. เปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีที่เกี่ยวข้อง และถ้ามีแอปแปลกในเครื่อง ให้สำรองข้อมูลสำคัญแล้วล้างเครื่อง
  5. ระวังมิจฉาชีพซ้ำสองที่อ้างว่าช่วยตามเงินคืนได้โดยเรียกค่าธรรมเนียม

คำถามที่พบบ่อย

รับสายจากเบอร์แปลกแล้วพูดว่า "ใช่" จะถูกนำเสียงไปใช้ไหม

มีความเป็นไปได้ที่เสียงจะถูกบันทึก แต่ความเสี่ยงหลักคือการถูกหลอกให้ทำตาม ถ้าไม่แน่ใจ ให้ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดก่อนและวางสายเมื่อน่าสงสัย

สแกนคิวอาร์จ่ายเงินร้านค้าอย่างไรให้ปลอดภัย

ตรวจชื่อผู้รับในแอปธนาคารก่อนกดยืนยันทุกครั้ง ถ้าชื่อไม่ตรงกับร้าน ให้สอบถามพนักงาน

จะรู้ได้อย่างไรว่าแอปในเครื่องอันตราย

สังเกตแอปที่ไม่รู้จัก แอปที่ขอสิทธิ์การช่วยเหลือพิเศษ หรือแอปที่ซ่อนไอคอน ตรวจได้ในหน้าการตั้งค่าแอปและสิทธิ์ของเครื่อง

ผู้สูงอายุในบ้านใช้มือถือไม่เก่ง ควรทำอย่างไร

ตั้งค่าความปลอดภัยให้ล่วงหน้า จำกัดวงเงินโอน ปิดการติดตั้งแอปนอกร้าน และย้ำว่าก่อนโอนเงินจากสายโทรเข้าใดๆ ให้โทรหาลูกหลานก่อนเสมอ

บทความที่คุณอาจสนใจ